ที่ SEAFCO - 07 - 018
วันที่ 14 สิงหาคม 2550
เรื่อง ขอชี้แจงเกี่ยวกับผลประกอบการสำหรับไตรมาสที่ 2 ปี 2550 สิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2550
เรียน กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
บริษัท ซีฟโก้ จำกัด (มหาชน) ขอเรียนชี้แจงว่า บริษัทฯและบริษัทย่อย มีการเปลี่ยนแปลงนโยบาย การบันทึกบัญชีของเงินลงทุนในบริษัทย่อย ในงบการเงินเฉพาะบริษัทฯ จากวิธีส่วนได้ส่วนเสียเป็นวิธีราคาทุน โดยเริ่มตั้งแต่ไตรมาสที่ 1 ปี 2550 เพื่อให้เป็นไปตามข้อกำหนดใหม่ของมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 44 โดย บริษัทฯ และบริษัทย่อย ได้ปรับปรุงย้อนหลังงบการเงินที่แสดงเปรียบเทียบด้วย ทั้งนี้เงินลงทุนในบริษัทย่อย ที่แสดงอยู่ในงบการเงินเฉพาะบริษัทฯ นั้น บันทึกโดยใช้วิธีราคาทุน ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนโยบายดังกล่าว ทำให้กำไรสุทธิในงบการเงินเฉพาะของบริษัทฯ ไม่เท่ากับกำไรสุทธิในงบการเงินรวม โดยงวดสามเดือน สิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2550 งบการเงินรวมมีผลขาดทุนสุทธิ 21.52 ล้านบาท ขณะที่งบการเงินเฉพาะบริษัทฯ มีผลขาดทุนสุทธิ 21.34 ล้านบาท แตกต่างกันจำนวน 0.18 ล้านบาทและสำหรับงวดหกเดือน สิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2550 งบการเงินรวมมีกำไรสุทธิ 38.65 ล้านบาท ขณะที่งบการเงินเฉพาะบริษัทฯ มีกำไรสุทธิ 38.84 ล้านบาท แตกต่างกันจำนวน 0.19 ล้านบาท ทั้งนี้เพราะงบการเงินเฉพาะบริษัทฯ ไม่รวมรายการส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุน ซึ่งต่างจากการบันทึกโดยวิธีส่วนได้ส่วนเสีย ส่วนผลกระทบต่อรายการอื่น ในงบการเงินเฉพาะกิจการ
1. มูลค่าเงินลงทุนในบริษัทย่อย ซึ่งบันทึกโดยใช้ราคาทุนเดิมเป็นราคาทุนเริ่มต้นตามงบการเงิน เฉพาะกิจการของบริษัทฯ มีมูลค่าตามบัญชี ณ.วันที่ 30 มิถุนายน 2550 เท่ากับ 1.80 ล้านบาท ซึ่งต่างจากมูลค่าตามบัญชี ณ.สิ้นวันที่ 31 ธันวาคม 2549 (ปรับปรุงใหม่) อยู่จำนวน 10,769 บาท เนื่องจากบริษัทฯ ลงทุนเพิ่มในเงินลงทุนในหุ้นทุนของบริษัทย่อย
2. กำไรสะสมตามงบการเงินเฉพาะของบริษัทฯ ณ.วันที่ 31 ธันวาคม 2549 ได้ปรับปรุงใหม่โดย ใช้ราคาทุนเดิม เท่ากับ 249.66 ล้านบาท เมื่อเทียบกับการบันทึกโดยวิธีส่วนได้ส่วนเสีย ซึ่งเท่ากับ 249.96 ล้านบาท ลดลง 3 แสนบาท
3. ส่วนของผู้ถือหุ้นตามงบการเงินเฉพาะของบริษัทฯ ณ.สิ้นวันที่ 30 มิถุนายน 2550 เท่ากับ 609.34 ล้านบาท เทียบกับ ณ.สิ้นวันที่ 31 ธันวาคม 2549 (ก่อนปรับปรุง) 611.55 ล้านบาท หลังปรับปรุงตามการเปลี่ยนนโยบายบัญชี ในการบันทึกเงินลงทุนในบริษัทย่อย เท่ากับ 611.25 ล้านบาท ลดลง 3 แสนบาท
อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนแปลงนโยบายบัญชีดังกล่าว ไม่มีผลกระทบต่อปัจจัยพื้นฐานการทำธุรกิจของบริษัทฯ และบริษัทย่อยแต่อย่างใด
สำหรับผลการดำเนินงานไตรมาสที่ 2 สิ้นสุด ณ.วันที่ 30 มิถุนายน 2550 เมื่อเปรียบเทียบกับผลประกอบการ สำหรับรอบระยะเวลาเดียวกันของปี 2549 ที่เพิ่มขึ้น (ลดลง) กว่า 20% มีสาเหตุที่สำคัญ ดังต่อไปนี้
1. ในงบการเงินเฉพาะบริษัทฯ มีรายได้ค่าบริการในงวด 3 เดือนและ 6 เดือน ของปี 2550 เท่ากับ 397.40 ล้านบาท และ 1,107.09 ล้านบาท และในปี 2549 เท่ากับ 438.78 ล้านบาท และ 840.53 ล้านบาท ซึ่งในงวด 3 เดือน ลดลง 9.43% และในงวด 6 เดือน เพิ่มขึ้น 31.71% ในส่วนงบการเงินรวม บริษัทฯ มีรายได้ค่าบริการในงวด 3 เดือน และ 6 เดือน ของปี 2550 เท่ากับ 397.40 ล้านบาท และ 1,107.30 ล้านบาท และในปี 2549 เท่ากับ 438.78 ล้านบาท และ 840.53 ล้านบาท ซึ่งในงวด 3 เดือน ลดลง 9.43% และในงวด 6 เดือน เพิ่มขึ้น 31.73% เกิดจากในงวด 3 เดือน ปี 2550 บริษัทฯ มีการส่งมอบงานได้ลดลงกว่าในงวด 3 เดือนของปี 2549 แต่ในงวด 6 เดือน ปี 2550 จะมีการส่งมอบงานได้มากกว่าปี 2549
2. ในงบการเงินเฉพาะบริษัทฯ มีผลขาดทุนสุทธิงวด 3 เดือน ในปี 2550 เท่ากับ (21.34) ล้านบาท และในงวด 6 เดือน ปี 2550 มีกำไรสุทธิเท่ากับ 38.84 ล้านบาท ในปี 2549 มีผลกำไรสุทธิงวด 3 เดือน และ 6 เดือน เท่ากับ 28.45 ล้านบาท และ 60.27 ล้านบาท ในส่วนงบการเงินรวม ปี 2550 บริษัทฯ มีผลขาดทุนสุทธิในงวด 3 เดือน เท่ากับ (21.52) ล้านบาท ในงวด 6 เดือน มีกำไรสุทธิเท่ากับ 38.65 ล้านบาท ในปี 2549 มีผลกำไรสุทธิงวด 3 เดือน และ 6 เดือน เท่ากับ 28.42 และ 60.21 ล้านบาท เนื่องจากมีการตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ สำหรับลูกหนี้ของบริษัทรายหนึ่ง ชื่อบริษัท อินสไตล์ เอสเตท เอกมัย จำกัด ซึ่งผิดนัดชำระหนี้ บริษัทจึงได้บันทึกค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ จำนวน 30 ล้านบาท ของลูกหนี้รายดังกล่าวในไตรมาส 2/2550
จึงเรียนมาเพื่อทราบ
ขอแสดงความนับถือ
นายณรงค์ ทัศนนิพันธ์
กรรมการผู้จัดการใหญ่
Attachments