SEAFCO ขอเซ็นสัญญากับกทม.เดือนนี้ มูลค่า 400 ล้านบาท รับรู้รายได้ปีหน้า พร้อมเดินหน้าประมูลต่อเนื่อง ล่าสุด ล่าสุดแบ็กล็อก 1,200 - 1,300 ล้านบาท รับรายได้ปีนี้หลุดเป้าทำไม่ถึง 2.3 พันล้านบาท
นายณรงค์ ทัศนนิพันธ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ซีฟโก้ จำกัด (มหาชน) หรือ SEAFCO เปิดเผยว่า ปัจจุบันบริษัทฯ อยู่ระหว่างการรอเซ็นสัญญากับกรุงเทพมหานคร (กทม.) 2 โครงการ มูลค่า 400 ล้านบาท และ 500 ล้านบาท ในช่วงเดือน ธ.ค. 50 นี้ แต่บริษัทฯ จะรับรู้รายได้เพียง 30% ของมูลค่างานดังกล่าว เนื่องจากการเข้าประมูลงานดังกล่าวเป็นไปในนามกิจการร่วมค้ากับผู้รับเหมารายอื่นอีก 2 ราย ซึ่งเมื่อเซ็นสัญญาแล้วก็จะเริ่มงานทันที โดยจะรับรู้รายได้ในปี 2551
อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ยังคงเข้าประมูลงานอย่างต่อเนื่องทั้งในส่วนงานภาคราชการและภาคเอกชน รวมกว่า 10 โครงการ มีมูลค่ารวมเกินกว่า 500 ล้านบาท และบริษัทฯ มีความมั่นใจว่าจะชนะการประมูลดังกล่าว 40 - 50% เนื่องจากบริษัทฯ เองมีส่วนแบ่งทางการตลาดอยู่ที่ระดับ 47% จากในปีก่อนที่อยู่ที่ 45% หลังจากที่บริษัทฯ เข้าประมูลงานเพิ่มมากขึ้น
ทั้งนี้ในปัจจุบัน บริษัทมีแบ็กล็อกอยู่ที่ 1.2 - 1.3 พันล้านบาท โดยทยอยรับรู้รายได้ถึงปี 52 เนื่องจากมีงานโยธา ซึ่งใช้เวลาในการก่อสร้างนาน รวมอยู่ด้วย
ขณะนี้รอผลการประมูลงานก่อสร้างโครงการทำกำแพงสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินที่ประเทศสิงคโปร์อยู่ ซึ่งมีมูลค่าโครงการกว่า 700 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะรู้ผลการประมูลดังกล่าวภายในเดือน ธ.ค. 50 นี้
"เป็นงานที่มีคู่แข่งมาก ซึ่งงานนี้รับใบเสนอราคาในฐานะเป็นผู้รับเหมาช่วง คือรับช่วงต่อจากผู้รับเหมาหลักอีกที โดยไม่มีการแบ่งกับรายอื่น คือถ้าชนะก็ได้มาทั้ง 700 ล้านบาทเลย แต่ถ้าไม่ก็หายไปทั้ง 700 ล้านบาทเลย ซึ่งหากว่าได้งาน ก็จะลงมือทำในเดือน ม.ค.51 เลยทันที" นายณรงค์ กล่าว
สำหรับรายได้ในปี 2550 คาดว่าอาจจะไม่ได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 2,300 ล้านบาท เนื่องจากในช่วงไตรมาส 3/50 ที่ผ่านมา รายได้ไม่เป็นไปตามที่ได้คาดการณ์เอาไว้ ประกอบกับภาวะอุตสาหกรรมรับเหมาก่อสร้างในปีนี้ไม่ค่อยดี ดังนั้นจึงอาจจะต้องมีการปรับลดเป้าหมายรายได้ในปีนี้ลงอีก แต่จะมากน้อยเพียงใดคงต้องรอดูแนวโน้มรายได้ในช่วงไตรมาส 4/50 อีกสักระยะหนึ่งก่อน โดยก่อนหน้านี้เองบริษัทฯ ก็ได้ปรับลดเป้ารายได้ในปีนี้จาก 2.6 พันล้านบาท ลงมาอยู่ที่ 2,300 ล้านบาท
ส่วนแนวโน้มรายได้ในไตรมาส 4/50 นั้นเชื่อว่าจะปรับตัวดีขึ้นจากในช่วงไตรมาส 3/50 อย่างแน่นอน เนื่องจากในไตรมาส 3 นั้นเป็นช่วงที่แย่ที่สุดของปีแล้ว ดังนั้นจึงไม่น่าจะลดลงจากในไตรมาส 3/50 อีก ส่วนลูกหนี้ บริษัท อินสไตน์ เอสเตท เอกมัย คาดว่าจะจ่ายคือหนี้จำนวน 470 ล้านบาท ภายในปีหน้าแน่นอน
"บริษัทฯ ไม่มั่นใจว่าลูกหนี้ดังกล่าวจะจ่ายหนี้ได้ทันภายในปีนี้ เพราะสอบถามลูกหนี้ไปได้รับคำตอบว่าเรื่องดังกล่าวยังอยู่ในขั้นตอน แต่ก็คาดว่าจะได้เงินคืนภายในปี 51 อย่างแน่นอน" นายณรงค์ กล่าว
ขณะที่แนวโน้มรายได้ในปี 51 นั้น คงต้องรอดูผลการเลือกตั้งก่อน แต่ก็เชื่อว่าจากการที่มีรัฐบาล จะทำให้มีโครงการเมกะโปรเจ็กต์ซึ่งจะช่วยเพิ่มงานให้กับผู้รับเหมาก่อสร้างได้ บล.กรุงศรีอยุธยา ระบุในบทวิเคราะห์ว่า สำหรับแนวโน้มช่วงที่เหลือของปี 50 ยังไม่โดดเด่นโดยต้องรอการฟื้นตัวในปี 2551 อย่างไรก็ตามเชื่อว่า สถานการณ์อุตสาหกรรมก่อสร้างครึ่งแรกปีหน้า อาจจะยังชะลอตัวต่อเนื่องจากปีนี้ เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่คาดว่าจะฟื้นตัวหลังการเลือกตั้งนั้น อาจต้องใช้เวลานานกว่าจะเริ่มเห็นโครงการใหม่ของภาคเอกชน
ขณะที่โครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐ อาจต้องใช้เวลาพอสมควร กว่าจะเห็นงานเป็นรูปธรรม อย่างไรก็ตาม เนื่องจากงานฐานรากและเสาเข็มเป็นงานลำดับต้นๆ ของโครงการก่อสร้าง การฟื้นตัวของ SEAFCO จึงน่าจะเกิดเร็วที่สุดเมื่อเทียบกับกลุ่มรับเหมาด้วยกัน ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าจะเริ่มเห็นในครึ่งหลังปีหน้า
ที่มา: หนังสือพิมพ์ข่าวหุ้น
วันอังคาร 18 ธันวาคม 2550