|
ฐานะทางการเงิน บริษัท ซีฟโก้ จำกัด (มหาชน) | ||||
|
หน่วย : ล้านบาท | ||||
|
ประเภท |
30 กันยายน 2550 |
31 ธันวาคม 2549 |
31 ธันวาคม 2548 |
31 ธันวาคม 2547 |
|
สินทรัพย์รวม |
1,304.02 |
1,538.93 |
945.68 |
692.72 |
|
หนี้สินรวม |
726.15 |
927.33 |
447.63 |
224.14 |
|
ส่วนของผู้ถือหุ้น |
577.87 |
811.60 |
498.05 |
468.59 |
|
มูลค่าหุ้นที่เรียกชำระแล้ว |
213.52 |
211.52 |
210.00 |
210.00 |
|
รายได้รวม |
1,497.55 |
2,313.90 |
1,098.62 |
993.59 |
|
กำไรสุทธิ |
7.03 |
162.66 |
67.26 |
80.66 |
|
กำไรต่อหุ้น (บาท) |
0.03 |
0.77 |
0.32 |
0.49 |
|
ที่มา : ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย | ||||
ทุกครั้งที่มีการพบปะผู้ถือหุ้นรายย่อย นายณรงค์ ทัศนนิพันธ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ซีฟโก้ จำกัด (มหาชน) หรือ SEAFCO มักจะหยิบยกเรื่องแผนงานประจำปีบอกเล่าแก่ผู้ถือหุ้น และผู้คนในแวดวงตลาดหุ้นเป็นประจำ ซึ่งมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อสร้างความมั่นใจแก่กลุ่มคนดังกล่าวว่า "บริษัทแห่งนี้มีอนาคตที่สดใสรออยู่"
เนื่องจากรายละเอียดของแผนงานดังกล่าวจะบอกถึงที่มาที่ไปของรายได้ และผลกำไรค่อนข้างชัดเจน และเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ถือหุ้นได้ตรวจสอบและประเมินผลการทำงานของกลุ่มผู้บริหารไปพร้อม ๆ กันอีกด้วย
ประกอบกับตัวบริษัทต้องการสร้างมาตรฐานความโปร่งใส ให้ทัดเทียมกับบริษัทชั้นนำของประเทศจึงให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าวก่อนที่จะเข้าตลาดหุ้น และได้ประกาศเป็นวาระสำคัญในที่ประชุมทุกครั้งเพื่อแสดงถึงความซื่อสัตย์ที่มีต่อองค์กร
นอกเหนือจากการบริหารงานที๋โปร่งใสและความซื่อสัตย์ ของกลุ่มผู้บริหารงานที่มีต่อองค์กร วิสัยทัศน์อันกว้างไกลก็เป็นหัวใจสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่จะนำพาองค์กรประสบความสำเร็จตามแผนงานที่ได้ประกาศไว้ เพราะการแข่งขันในปัจจุบันทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ
เนื่องจากงานเสาเข็มเจาะเป็นงานรากฐาน รากสำคัญในการก่อสร้างอาคารและโครงสร้าง พื้นฐานซึ่งเหมาะสำหรับบริเวณที่มีชั้นดินอ่อน แต่จำเป็นต้องใช้เสาเข็มเพื่อรองรับน้ำหนักของโครงสร้างเพื่อความมั่นคงแข็งแรง หรือใช้กับบริเวณพื้นที่ที่ไม่สะดวกในการใช้เสาเข็มตอก ส่งผลให้บริษัทต่าง ๆ หันมาทำธุรกิจทางด้านนี้กันมากขึ้น
ที่สำคัญ คือไม่ทำให้ดินเกิดการเคลื่อนตัวไปดันสิ่งก่อสร้างข้างเคียงให้เกิดความเสียหาย เหมือนกรณีใช้เสาเข็มตอก การใช้เสาเข็มเจาะยังสามารถลดขนาดของฐานรากให้เล็กกว่ากรณีใช้เสาเข็มตอก และสามารถลดมลภาวะเรื่องเสียง แรงสั่นสะเทือนที่เกิดขึ้นกรณีที่ใช้เสาเข็มตอก
ดังนั้นจะต้องมีการสำรวจสภาพใต้ดินก่อน จึงจะสามารถออกแบบเสาเข็มเจาะให้เหมาะกับสภาพใต้ดิน ขณะเดียวกันก็สามารถรับน้ำหนักบรรทุกของโครงสร้างได้ตามที่กำหนด และตัวอย่างผลงานที่บริษัทได้ทำไว้ก็ประกอบด้วย สะพานพระราม 8 โครงการสยามพารากอน ส่วนขยายสนามบินดอนเมือง ทางยกระดับภาษีเจริญ สะพานวัดนครอินทร์ ฯลฯ
แม้เรื่องดังกล่าวจะเป็นที่รับรู้กันหมดแล้วในหมู่คนทำธุรกิจก่อสร้าง แต่ผู้บริหารรายนี้กลับไม่รู้สึกเบื่อหน่ายที่จะบอกเล่าเรื่องดังกล่าวแก่นักลงทุน เพราะเชื่อว่าหลายคนยังแยกแยะไม่ออกระหว่างเสาเข็มเจาะกับเสาเข็มตอก รวมทั้งยังไม่รู้ว่าบริษัทยังทำธุรกิจโยธาด้านอื่น ๆ ด้วย
พร้อมกันนั้นยังได้แสดงความคิดเห็นว่าเป้าหมายรายได้ปี 2550 ที่ตั้งเป้าไว้ประมาณ 2,600 ล้านบาท ไม่ใช่เรื่องยากที่บริษัทฯ จะทำได้ เพราะงานเข้ามาตั้งแต่ต้นปีมีปริมาณมาก โดยเห็นได้จากงานก่อสร้างเสาเข็มเจาะ 7 โครงการ ซึ่งมีมูลค่ารวมประมาณ 123 ล้านบาท และยังมีงานโครงการก่อสร้างรามาไนน์สแคว์ มูลค่า 99 ล้านบาท และโครงการอาคารชุดอิสระ 42 มูลค่างาน 7.94 ล้านบาท รวมเป็นเงิน 106.94 ล้านบาท
ขณะที่ปัจจุบัน SEAFCO มีงานก่อสร้างที่รอรับรู้รายได้ (BACKLOG) ประมาณ 1,510 ล้านบาท และสามารถรับรู้รายได้ทั้งหมดในปี 2550 เพราะงานของ SEAFCO เป็นงานที่รับรู้รายได้เร็ว เนื่องจากเป็นงานวางฐานรากที่ใช้เวลาดำเนินการเพียง 3 เดือน ก็แล้วเสร็จและสามารถรับรู้รายได้เข้ามาทันที ไม่เหมือนงานก่อสร้างของเอกชนรายอื่น ๆ ที่ต้องใช้เวลาในการก่อสร้างเป็นปีหรือหลายเดือน
นอกจากนี้ยังได้ทำการร่วมทุนกับบริษัท เรียวบิ-คิโช จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่มเรียวบิ-คิโช แห่งประเทศญี่ปุ่น เพื่อจัดตั้งบริษัทซีฟโก้-เรียวบิ จำกัด โดยมีทุนจดทะเบียนทั้งสิ้น 300,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ ซึ่งบริษัทฯ ถือหุ้นในสัดส่วน 47.5% และภายหลังจากการลงนามในสัญญาดังกล่าวแล้ว จะดำเนินการลงนามในสัญญาดังกล่าวแล้ว จะดำเนินการจดทะเบียนบริษัทฯ อย่างเป็นทางการ ณ ประเทศสิงคโปร์ ในเดือนมิถุนายน 2550
"การร่วมลงทุนในครั้งนี้ถือว่าเป็นโอกาสอันดีที่จะได้ร่วมงานกับพันธมิตรที่มีศักยภาพเช่น เรียวบิ-คิโช ซึ่งเรียวบิ-คิโช ถือเป็นผู้ที่มีชื่อเสียงในงานฐานรากในญี่ปุ่นมายาวนานกว่า 50 ปี และต่อมาได้ขยายธุรกิจมายังประเทศสิงคโปร์ ซึ่งการร่วมมือในครั้งนี้ถือเป็นการเสริมจุดแข็งให้แก่กันและกัน โดยซีฟโก้ซึ่งถือได้ว่ามีชื่อเสียงในงานกำแพงกันดินมากมาย ก็จะสามารถแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ดังกล่าว และสามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าในนานาประเทศได้ในลำดับต่อ ๆ ไป นายณรงค์กล่าว
ถึงกระนั้นเขาก็ยังย้ำเตือนว่า บริษัท ซีฟโก้ จำกัด (มหาชน) ถือเป็นผู้นำในธุรกิจผู้รับก่อสร้างงานฐานรากและงานโยธาอันดับหนึ่งของประเทศไทย เพราะมีส่วนแบ่งการตลาดกว่า 45% และมั่นใจว่าจะครองความเป็นผู้นำในธุรกิจนี้ไปอีกนานแสนนาน เพราะบริษัทมีบุคลากรที่มีคุณภาพ และมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยสำหรับการทำงาน
ที่สำคัญตัวแปรข้างต้น คือ ปัจจัยบวกที่สัมฤทธิผลเป็นรูปเป็นร่างให้เห็นมาแล้วหลายครั้งหลายครา และตัวบริษัทก็เปรียบเสมือนเป็นตัวชี้วัดว่า เศรษฐกิจของประเทศเป็นเช่นไรอีกด้วย
เนื่องจากธุรกิจฐานรากเป็นเสมือนตัวชี้วัดว่า ธุรกิจในประเทศมีการลงทุนใหม่ ๆ เกิดขึ้นหรือไม่
"ตัวบริษัทต้องการสร้างมาตรฐานความโปร่งใสให้ทัดเทียมกับบริษัทชั้นนำของประเทศ จึงให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าวก่อนที่จะเข้าตลาดหุ้น และได้ประกาศเป็นวาระสำคัญในที่ประชุมทุกครั้ง"
ที่มา: หนังสือพิมพ์ข่าวหุ้น
วันอังคารที่ 18 ธันวาคม 2550