SEAFCO ทุกอย่างต้องมีที่มาที่ไปชัดเจน

Backธันวาคม 18, 2550

ฐานะทางการเงิน บริษัท ซีฟโก้ จำกัด (มหาชน)

หน่วย : ล้านบาท

ประเภท

30 กันยายน 2550

31 ธันวาคม 2549

31 ธันวาคม 2548

31 ธันวาคม 2547

สินทรัพย์รวม

1,304.02

1,538.93

945.68

692.72

หนี้สินรวม

726.15

927.33

447.63

224.14

ส่วนของผู้ถือหุ้น

577.87

811.60

498.05

468.59

มูลค่าหุ้นที่เรียกชำระแล้ว

213.52

211.52

210.00

210.00

รายได้รวม

1,497.55

2,313.90

1,098.62

993.59

กำไรสุทธิ

7.03

162.66

67.26

80.66

กำไรต่อหุ้น (บาท)

0.03

0.77

0.32

0.49

ที่มา : ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

ทุกครั้งที่มีการพบปะผู้ถือหุ้นรายย่อย นายณรงค์ ทัศนนิพันธ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ซีฟโก้ จำกัด (มหาชน) หรือ SEAFCO มักจะหยิบยกเรื่องแผนงานประจำปีบอกเล่าแก่ผู้ถือหุ้น และผู้คนในแวดวงตลาดหุ้นเป็นประจำ ซึ่งมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อสร้างความมั่นใจแก่กลุ่มคนดังกล่าวว่า "บริษัทแห่งนี้มีอนาคตที่สดใสรออยู่"

เนื่องจากรายละเอียดของแผนงานดังกล่าวจะบอกถึงที่มาที่ไปของรายได้ และผลกำไรค่อนข้างชัดเจน และเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ถือหุ้นได้ตรวจสอบและประเมินผลการทำงานของกลุ่มผู้บริหารไปพร้อม ๆ กันอีกด้วย

ประกอบกับตัวบริษัทต้องการสร้างมาตรฐานความโปร่งใส ให้ทัดเทียมกับบริษัทชั้นนำของประเทศจึงให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าวก่อนที่จะเข้าตลาดหุ้น และได้ประกาศเป็นวาระสำคัญในที่ประชุมทุกครั้งเพื่อแสดงถึงความซื่อสัตย์ที่มีต่อองค์กร

นอกเหนือจากการบริหารงานที๋โปร่งใสและความซื่อสัตย์ ของกลุ่มผู้บริหารงานที่มีต่อองค์กร วิสัยทัศน์อันกว้างไกลก็เป็นหัวใจสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่จะนำพาองค์กรประสบความสำเร็จตามแผนงานที่ได้ประกาศไว้ เพราะการแข่งขันในปัจจุบันทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ

เนื่องจากงานเสาเข็มเจาะเป็นงานรากฐาน รากสำคัญในการก่อสร้างอาคารและโครงสร้าง พื้นฐานซึ่งเหมาะสำหรับบริเวณที่มีชั้นดินอ่อน แต่จำเป็นต้องใช้เสาเข็มเพื่อรองรับน้ำหนักของโครงสร้างเพื่อความมั่นคงแข็งแรง หรือใช้กับบริเวณพื้นที่ที่ไม่สะดวกในการใช้เสาเข็มตอก ส่งผลให้บริษัทต่าง ๆ หันมาทำธุรกิจทางด้านนี้กันมากขึ้น

ที่สำคัญ คือไม่ทำให้ดินเกิดการเคลื่อนตัวไปดันสิ่งก่อสร้างข้างเคียงให้เกิดความเสียหาย เหมือนกรณีใช้เสาเข็มตอก การใช้เสาเข็มเจาะยังสามารถลดขนาดของฐานรากให้เล็กกว่ากรณีใช้เสาเข็มตอก และสามารถลดมลภาวะเรื่องเสียง แรงสั่นสะเทือนที่เกิดขึ้นกรณีที่ใช้เสาเข็มตอก

ดังนั้นจะต้องมีการสำรวจสภาพใต้ดินก่อน จึงจะสามารถออกแบบเสาเข็มเจาะให้เหมาะกับสภาพใต้ดิน ขณะเดียวกันก็สามารถรับน้ำหนักบรรทุกของโครงสร้างได้ตามที่กำหนด และตัวอย่างผลงานที่บริษัทได้ทำไว้ก็ประกอบด้วย สะพานพระราม 8 โครงการสยามพารากอน ส่วนขยายสนามบินดอนเมือง ทางยกระดับภาษีเจริญ สะพานวัดนครอินทร์ ฯลฯ

แม้เรื่องดังกล่าวจะเป็นที่รับรู้กันหมดแล้วในหมู่คนทำธุรกิจก่อสร้าง แต่ผู้บริหารรายนี้กลับไม่รู้สึกเบื่อหน่ายที่จะบอกเล่าเรื่องดังกล่าวแก่นักลงทุน เพราะเชื่อว่าหลายคนยังแยกแยะไม่ออกระหว่างเสาเข็มเจาะกับเสาเข็มตอก รวมทั้งยังไม่รู้ว่าบริษัทยังทำธุรกิจโยธาด้านอื่น ๆ ด้วย

พร้อมกันนั้นยังได้แสดงความคิดเห็นว่าเป้าหมายรายได้ปี 2550 ที่ตั้งเป้าไว้ประมาณ 2,600 ล้านบาท ไม่ใช่เรื่องยากที่บริษัทฯ จะทำได้ เพราะงานเข้ามาตั้งแต่ต้นปีมีปริมาณมาก โดยเห็นได้จากงานก่อสร้างเสาเข็มเจาะ 7 โครงการ ซึ่งมีมูลค่ารวมประมาณ 123 ล้านบาท และยังมีงานโครงการก่อสร้างรามาไนน์สแคว์ มูลค่า 99 ล้านบาท และโครงการอาคารชุดอิสระ 42 มูลค่างาน 7.94 ล้านบาท รวมเป็นเงิน 106.94 ล้านบาท

ขณะที่ปัจจุบัน SEAFCO มีงานก่อสร้างที่รอรับรู้รายได้ (BACKLOG) ประมาณ 1,510 ล้านบาท และสามารถรับรู้รายได้ทั้งหมดในปี 2550 เพราะงานของ SEAFCO เป็นงานที่รับรู้รายได้เร็ว เนื่องจากเป็นงานวางฐานรากที่ใช้เวลาดำเนินการเพียง 3 เดือน ก็แล้วเสร็จและสามารถรับรู้รายได้เข้ามาทันที ไม่เหมือนงานก่อสร้างของเอกชนรายอื่น ๆ ที่ต้องใช้เวลาในการก่อสร้างเป็นปีหรือหลายเดือน

นอกจากนี้ยังได้ทำการร่วมทุนกับบริษัท เรียวบิ-คิโช จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่มเรียวบิ-คิโช แห่งประเทศญี่ปุ่น เพื่อจัดตั้งบริษัทซีฟโก้-เรียวบิ จำกัด โดยมีทุนจดทะเบียนทั้งสิ้น 300,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ ซึ่งบริษัทฯ ถือหุ้นในสัดส่วน 47.5% และภายหลังจากการลงนามในสัญญาดังกล่าวแล้ว จะดำเนินการลงนามในสัญญาดังกล่าวแล้ว จะดำเนินการจดทะเบียนบริษัทฯ อย่างเป็นทางการ ณ ประเทศสิงคโปร์ ในเดือนมิถุนายน 2550

"การร่วมลงทุนในครั้งนี้ถือว่าเป็นโอกาสอันดีที่จะได้ร่วมงานกับพันธมิตรที่มีศักยภาพเช่น เรียวบิ-คิโช ซึ่งเรียวบิ-คิโช ถือเป็นผู้ที่มีชื่อเสียงในงานฐานรากในญี่ปุ่นมายาวนานกว่า 50 ปี และต่อมาได้ขยายธุรกิจมายังประเทศสิงคโปร์ ซึ่งการร่วมมือในครั้งนี้ถือเป็นการเสริมจุดแข็งให้แก่กันและกัน โดยซีฟโก้ซึ่งถือได้ว่ามีชื่อเสียงในงานกำแพงกันดินมากมาย ก็จะสามารถแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ดังกล่าว และสามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าในนานาประเทศได้ในลำดับต่อ ๆ ไป นายณรงค์กล่าว

ถึงกระนั้นเขาก็ยังย้ำเตือนว่า บริษัท ซีฟโก้ จำกัด (มหาชน) ถือเป็นผู้นำในธุรกิจผู้รับก่อสร้างงานฐานรากและงานโยธาอันดับหนึ่งของประเทศไทย เพราะมีส่วนแบ่งการตลาดกว่า 45% และมั่นใจว่าจะครองความเป็นผู้นำในธุรกิจนี้ไปอีกนานแสนนาน เพราะบริษัทมีบุคลากรที่มีคุณภาพ และมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยสำหรับการทำงาน

ที่สำคัญตัวแปรข้างต้น คือ ปัจจัยบวกที่สัมฤทธิผลเป็นรูปเป็นร่างให้เห็นมาแล้วหลายครั้งหลายครา และตัวบริษัทก็เปรียบเสมือนเป็นตัวชี้วัดว่า เศรษฐกิจของประเทศเป็นเช่นไรอีกด้วย

เนื่องจากธุรกิจฐานรากเป็นเสมือนตัวชี้วัดว่า ธุรกิจในประเทศมีการลงทุนใหม่ ๆ เกิดขึ้นหรือไม่

"ตัวบริษัทต้องการสร้างมาตรฐานความโปร่งใสให้ทัดเทียมกับบริษัทชั้นนำของประเทศ จึงให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าวก่อนที่จะเข้าตลาดหุ้น และได้ประกาศเป็นวาระสำคัญในที่ประชุมทุกครั้ง"

 

ที่มา: หนังสือพิมพ์ข่าวหุ้น
วันอังคารที่ 18 ธันวาคม 2550