กลุ่มรับเหมาก่อสร้างครวญ ยอมรับราคาน้ำมันพุ่งไม่หยุดส่งผลกระทบถึงต้นทุน คาดราคาวัตถุดิบเรียงหน้าขึ้นราคาแน่ SEAFCOCK เผยหาช่องหนีตายด้วยการ เตรียมปรับเพิ่มราคา ส่วน ASCON รู้ทาง รีบ ตุนซื้อวัตถุดิบเก็บไว้ล่วงหน้า ส่งผลให้ได้ต้นทุน ถูกลง ด้านนักวิเคราะห์ระบุยังมีปัจจัยบวกช่วยหนุน โดยเฉพาะการยื่นประมูลโครงการรถไฟฟ้า การลงทุนในหุ้นแนะให้น้ำหนักมากกว่า ตลาด เลือก ITD, STEC และ CK เป็นหุ้นเด่น ในกลุ่ม
นายณรงค์ ทัศนนิพันธ์ กรรมการผู้จัด การใหญ่ บริษัท ซีฟโก้ จำกัด (มหาชน) หรือ SEAFCO เปิดเผยว่า จากราคาน้ำมันในตลาด โลกที่ปรับขึ้นสูงทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และยังมีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง จะส่งผลกระทบต่อบริษัทในเรื่องต้นทุนการผลิตให้ปรับเพิ่มขึ้น เนื่องจากราคาน้ำมันนั้นเป็นต้นทุนของราคาสินค้าเกือบทุกชนิด เพราะฉะนั้น เชื่อว่าราคาวัตถุดิบและวัสดุที่ใช้ในการก่อสร้างอาจจะต้องมีการปรับเพิ่มราคา ดังนั้น บริษัทอาจจะต้องหาทางออกด้วยการปรับขึ้นราคาเสาเข็ม เพื่อให้ระดับราคามีความ สมดุลกับระดับของต้นทุนวัตถุดิบ และราคาน้ำมันที่ปรับเพิ่มขึ้นมา แต่ทั้งนี้ จากการที่งานของบริษัทเป็นงานที่รับรู้รายได้เข้ามาเร็ว เพราะเป็นงานระยะสั้น ดังนั้น ในปีนี้จึงอาจจะได้รับผลกระทบเพียงเล็กน้อย
อย่างไรก็ดี มองว่าในปีนี้ยังมีปัจจัยบวกเรื่องของการเลือกตั้ง ซึ่งทุกคนมีความคาดหวังในเชิงบวกต่อการเลือกตั้งครั้งนี้ว่า เมื่อมีรัฐบาลใหม่เข้ามา จะทำให้มีการลงทุนเพิ่มขึ้น และทำให้สถานการณ์ภายในประเทศดีขึ้น
ด้านนายอนุกูล ตันติมาสน์ ผู้ช่วยกรรม การผู้จัดการใหญ่ บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) หรือ CK กล่าวถึงกรณีเดียวกันนี้ว่า ราคาน้ำมันที่ปรับเพิ่มขึ้นนั้น อาจจะมีผลกระทบ ทำให้ต้นทุนวัตถุดิบปรับเพิ่มขึ้นบ้าง แต่ไม่น่าจะส่งผลต่อผลประกอบการของบริษัท เนื่อง จากบริษัทสามารถปรับเพิ่มราคาสินค้า และราคาประมูลตามราคาน้ำมันได้ ดังนั้น จึงเชื่อว่าบริษัทไม่น่าจะได้รับผลกระทบ
อย่างไรก็ตาม มองว่าในช่วงนี้ยังมีปัจจัย บวกในเรื่องของความคาดหวังว่าจะมีการเลือกตั้งในช่วงปลายปี ทำให้มีงานประมูลเข้ามาในตลาดเพิ่มมากขึ้น ซึ่งส่งผลดีต่อผู้รับเหมาก่อสร้าง
ขณะที่นายพัฒนพงษ์ ตนุมัธยา ประธาน เจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอสคอน คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ASCON กล่าวว่า ราคา น้ำมันที่สูงขึ้นต้องส่งผลกระทบต่อต้นทุน ของบริษัทให้ปรับเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน แต่ทั้งนี้ บริษัทได้เตรียมการบริหารจัดการต้นทุน ด้วยการทำสัญญาซื้อวัตถุดิบไว้ล่วงหน้า รวมถึงซื้อจำนวนมาก เพื่อขอต่อรองราคาซื้อให้ถูกลง ประกอบกับได้ติดตามดูแนวโน้มราคาวัตถุดิบอย่างต่อเนื่อง และได้มีการปรับราคาประมูลเพิ่ม ขึ้นตามต้นทุนวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้น ดังนั้น จึงไม่น่าจะมีผลกระทบต่อผลการดำเนินงานของบริษัท
อย่างไรก็ตาม มองว่าในช่วงนี้ยังมีปัจจัยเรื่องที่รัฐบาลได้อนุมัติงานประมูลโครงการภาครัฐต่างๆ รวมถึงงานเมกะโปเจกต์ ทำให้มีงานก่อสร้างเพิ่มมากขึ้น
บริษัทหลักทรัพย์สินเอเซีย คาดการณ์ถึงผลการดำเนินงานของบริษัทในกลุ่มรับเหมาก่อสร้างว่า ที่ผ่านมาผู้รับเหมาก่อสร้าง 10 ราย เข้าซื้อซองประกวดราคาโครงการรถไฟสายสีแดงช่วงบางซื่อ-ตลิ่งชัน ราคากลาง 8,748 ล้านบาท โดยบริษัทจดทะเบียนที่เข้าซื้อซอง ประกอบด้วย ITD, CK, STEC, SYNTEC, NWR และ ASCON โดยกำหนดให้ยื่นข้อเสนอคุณสมบัติทั่วไปและข้อเสนอทางเทคนิคในวันที่ 13 ธันวาคม 2550 คาดว่าจะเซ็นสัญญา รับผู้รับเหมาได้ในเดือนมีนาคมถึงเมษายน 2551 อย่างไรก็ตาม ด้วยเงื่อนไขการประมูลที่กำหนด ให้ผู้รับเหมาต้องรื้อย้ายชุมชนจำนวน 3,084 หลังคาเรือนด้วยตัวเอง โดยที่ ร.ฟ.ท.จะให้ระยะ เวลาการก่อสร้างเพิ่ม 200 วัน จาก 900 วัน เป็น 1,100 วัน อาจเป็นปัจจัยที่ทำให้ผู้รับเหมา บางรายไม่เข้าร่วมประมูล
ทั้งนี้ เงือนไขที่กำหนดให้ผู้รับเหมาก่อสร้างต้องรื้อย้ายชุมชนเอง จะเป็นปัจจัยหลัก ที่ทำให้ผู้รับเหมาใช้พิจารณาว่าจะเข้ายื่นประมูล ราคาหรือไม่ เนื่องจากการดำเนินการรื้อย้ายชุมชนเป็นเรื่องที่คาดการณ์ถึงต้นทุน ระยะเวลา และปัญหาที่ต้องติดตามมาในอนาคตได้ยาก โดยที่ผ่านมามีกรณีที่เกิดปัญหาอันเนื่องมาจาก การส่งมอบพื้นที่ก่อสร้างล่าช้าหลายโครงการ ไม่ว่าจะเป็นโครงการ Airport Rail Link หรือ โครงการทางด่วนบางนา-บางพลี-บางปะกง
นอกจากนี้ การที่โครงการรถไฟสายสีแดง ช่วงบางซื่อ-ตลิ่งชัน เป็นโครงการขนาดใหญ่โครงการแรกที่เปิดประมูล อาจทำให้มีการแข่งขันด้านราคาสูง ดังนั้น การที่มีข่าวว่าผู้รับ เหมารายใดจะเข้าประมูลราคา อาจไม่ถือเป็นข่าวดีสำหรับราคาหุ้นก็ได้ เนื่องจากยังมีอีกหลายเงื่อนไขที่ต้องติดตามต่อไป โดยภาพรวมของการลงทุนในหุ้นกลุ่มนี้ ยังแนะนำลงทุนน้ำหนักมากกว่าตลาด โดยเลือก ITD, STEC และ CK เป็นหุ้นเด่นในกลุ่ม
ที่มา : หนังสือพิมพ์สยามธุรกิจ ฉบับที่ 843 ประจำวันที่ 7-11-2007 ถึง 9-11-2007