|
กลยุทธ์ลงทุนหุ้น SEAFCO | ||
|
โบรก |
ราคาเป้าหมาย |
กลยุทธ์ |
|
เกียรตินาคิน |
8 |
ซื้อ |
|
โกลเบล็ก |
7 |
ซื้อ |
|
เอเซีย พลัส |
6.50 |
ถือ |
|
กรุงศรีอยุธยา |
5.70 |
ถือ |
|
ฟาร์อีสท์ |
5.60 |
ถือ |
ทันหุ้น - 5 โบรกเกอร์พร้อมใจส่องผลงาน SEAFCO ระยะยาวยังสดใส แม้ช่วง 9 เดือนแรกของปี 2550 ผลงานอาจไม่วิ่งเข้าตา ระบุชัดหลังเลือกตั้งรัฐบาลใหม่ผุดโครงการภาครัฐเดินหน้า เสาเข็มเข้ามือเป็นระวิง
ส่วนการตั้งสำรองหนี้เสียคาดหมดไปในพริบตาไตรมาส 4/2550 แนะนำ "ซื้อ" เป้าหมายสูงสุดที่ 8.00 บาท
บทวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด แนะนำ ซื้อ หุ้นบริษัท ซีฟโก้ จำกัด (มหาชน) SEAFCO ราคาเป้าหมาย 7.00 บาทต่อหุ้น โดยปรับลดประมาณการกำไรสุทธิ ปี 2550 จากเดิม 86% เพื่อสะท้อนผลประกอบการของ SEAFCO ที่ออกมาย่ำแย่ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2550 ที่มีกำไรสุทธิเพียง 7 ล้านบาท ลดลง 94% ฝ่ายวิจัยจึงปรับลดประมาณการทั้งรายได้และกำไรสุทธิของปีนี้ลงจากเดิม 18 และ 86% โดยคาดกำไรสุทธิของปีนี้ประมาณ 15 ล้านบาท ลดลง 91% จากปีก่อน
ขณะเดียวกันได้ปรับลดประมาณการทั้งรายได้และกำไรสุทธิของปี 2551 ลงจากเดิมเช่นกัน เนื่องจากยังกังวลกับสถานการณ์ของราคาน้ำมันและราคาวัสดุก่อสร้างที่ปรับตัวสูงขึ้น อย่างไรก็ตามโดยรวมแล้วผลประกอบการยังคงเติบโต โดยคาดกำไรสุทธิปี 2551 ประมาณ 117 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 680% จากปีก่อน และจากราคาหุ้นที่ปรับตัวลดลงตอบรับผลประกอบการที่ออกมาย่ำแย่ในปีนี้ จึงเป็นจังหวะเข้าซื้อเพื่อรอการพลิกฟื้นในปี 2551 โดยยังแนะนำ "ซื้อ" และมีราคาเป้าหมายปี 2551 ที่ 7.00 บาท (เดิม 10 บาท)
ด้านบริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคิน จำกัด ประเมินราคาเป้าหมาย SEAFCO ไว้ที่ 8.00 บาท และยังคงแนะนำ "ซื้อ" โดยผู้บริหารคาดแนวโน้มปี 2551 หลังการเลือกตั้งผ่านพ้นไป มีโอกาสรับงานเพิ่มขึ้นจากงบประมาณภาครัฐ เพราะตั้งแต่ในปี 2550 ที่ผ่านมา บริษัทประสบปัญหาการรับงานที่มีการชะลอตัวลง ทำให้มีผลต่อการรับงาน รวมถึงต้นทุนขายที่ปรับเพิ่มจากราคาน้ำมันและราคาเหล็ก
อย่างไรก็ตามคาดหวังการเติบโตเกิดขึ้นหลังการเลือกตั้ง และคาดการณ์รับงานใหม่ มีการปรับราคาต้นทุนเพื่อสะท้อนกับราคาวัสดุก่อสร้างที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะช่วยในเรื่องการควบคุมต้นทุนขายไว้ได้
สำหรับบริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส แนะนำ "ถือ" โดยให้ราคาเป้าหมาย 6.50 บาทต่อหุ้น โดยในช่วงเวลาที่เหลือของปี คาดว่าจะเซ็นสัญญาก่อสร้างโครงการใหม่ มูลค่ารวมประมาณ 455 ล้านบาท โดยมาจากโครงการก่อสร้างถนนไมตรีจิตร และทางลอดศรีนครินทร์ โดยทั้ง 2 งานใหม่เป็นงานก่อสร้างโยธา ส่วนโครงการก่อสร้างที่สิงคโปร์ ล่าสุดมีมูลค่าโครงการคงเหลือ 48 ล้านบาท โดยน่าจะเริ่มก่อสร้างและแล้วเสร็จภายในงวดไตรมาส 4/2550
ทั้งนี้ด้านประสิทธิภาพการทำกำไร เชื่อว่าไตรมาส 3/2550 ซึ่งมี Gross Margin อยู่ที่ 4.73% น่าจะเป็นจุดต่ำสุด เนื่องจากปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในงวดไตรมาส 3/2550 ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง EIA ของเจ้าของโครงการ หรือสภาวะฝนที่ตกมากผิดฤดูกาลจะคลี่คลายลง แต่ประเด็นปัญหาที่ดูรุนแรงขึ้นในงวดไตรมาส 4/2550 ได้แก่เรื่องต้นทุนน้ำมัน ซึ่งผู้บริหารประเมินว่าราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้น ทำให้สัดส่วนต้นทุนที่มาจากราคาน้ำมันปรับเพิ่มขึ้นจากเดิม 9% ของต้นทุน มาเป็นประมาณ 20%
สำหรับการตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญผู้บริหารเชื่อว่าจะไม่มีเพิ่มเติม ส่วนรายงานเดิมที่ตั้งไว้ ยังเชื่อว่าจะได้รับเงินคืนเข้ามาในปี 2551
ส่วนบริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรีอยุธยา จำกัด ให้ราคาเหมาะสมของ SEAFCO ไว้ที่ 5.70 บาท โดยการตั้งสำรองหนี้เสีย 17.14 ล้านบาท ในไตรมาส 3/2550 เป็นไปตามคาดหมาย ซึ่งเกิดจากหนี้เสียโครงการ Charisma เพิ่มเติมจากที่ตั้งสำรองไปก่อนหน้าแล้วในไตรมาส 2/2550 จำนวน 30 ล้านบาท ผลให้รวมตั้งสำรองหนี้สูญโครงการนี้รวม 47.14 ล้านบาท เต็มมูลค่าหนี้ทั้งหมดแล้ว ซึ่งคาดว่าจะไม่มีภาระการตั้งสำรองหนี้เกิดขึ้นอีกในไตรมาส 4/2550 โดยบริษัทยังคงคาดหวังเหมือนเดิมว่าจะสามารถเรียกเก็บหนี้คืนได้ทั้งจำนวนภายในปี 2551
อย่างไรก็ตามในส่วนของบทวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ฟาร์อีสท์ จำกัด ได้ประเมินราคาเป้าหมายของ SEAFCO ไว้ที่ 5.60 บาท แนะนำ "ถือ" โดยคาดว่าผลประกอบการของ SEAFCO จะกลับมาดีขึ้นได้ในงวดไตรมาส 4/2550 หลังจากปัญหาฝนตกได้ลดน้อยลง แต่ปัญหาด้านราคาวัสดุก่อสร้างที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมัน ทำให้อำนาจต่อรองกับ Supplier ในการสั่งซื้อวัสดุที่ใช้ในการก่อสร้างลดลง
อย่างไรก็ดี จากการที่พรรคการเมืองทุกพรรคมีนโยบายที่จะเดินหน้าโครงการรถไฟฟ้าเพิ่มในอนาคต (ซึ่งบางส่วนได้เริ่มดำเนินการขั้นตอนการขายเอกสารประมูลไปแล้วในรัฐบาลชุดปัจจุบัน) ทำให้เป็นโอกาสที่จะเพิ่มงานในมือของ SEAFCO ได้ จึงแนะนำให้ "ถือ"
ความเคลื่อนไหวราคาหุ้น SEAFCO (23 พ.ย. 50) ปิดซื้อขายที่ 6.10 บาท เพิ่มขึ้น 0.30 บาท มูลค่าการซื้อขายทั้งสิ้น 7.33 ล้านบาท
ที่มา : หนังสือพิมพ์ทันหุ้น ปีที่ 4 ฉบับที่ 948, วันจันทร์ที่ 26 พฤศจิกายน 2550