SEAFCOเงินเข้ากระเป๋า100ล้านลุยประมูลงานใหม่เพิ่ม5โครงการ

Backพฤศจิกายน 09, 2550

SEAFCO ม้าตีนปลายคว้างานใหม่เพิ่มอีก 5 โครงการ มูลค่า 100 ล้านบาท "ณรงค์" คุยเดินหน้าประมูลงานต่อเนื่อง แบ็กล็อก 1,450 ล้านบาท โดยรับรู้รายได้ภายในปี 50 ประมาณ 1,000 ล้านบาท และปีหน้า 450 ล้านบาท ด้านโบรกแนะนำซื้อลงทุนให้ราคา 9.21บาท

นายณรงค์ ทัศนนิพันธ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ซีฟโก้ จำกัด (มหาชน) หรือSEAFCO เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้รับงานก่อสร้างเสาเข็มเจาะเพิ่มเติมอีกรวม 5 โครงการ  มูลค่า  100,660,000 บาท คือ 1. โครงการ เดอะซิลค์ พหลโยธิน 3 คอนโดมิเนี่ยม  ที่ถนนพหลโยธิน กทม. เป็นงานเสาเข็มเจาะทรงกลม ผู้ว่าบริษัท เคเอสเอเอส ดีเวลลอปเม้นท์  จำกัด  ระยะเวลาก่อสร้าง 75 วัน นับตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2550

2. โครงการก่อสร้างคิวเฮาส์ สาธร คอนโดมิเนี่ยม ที่ถนนกรุงธนบุรี กทม. เป็นงาน  เสาเข็มเจาะทรงกลม ผู้ว่าจ้าง บริษัท คาซ่า วิลล์ จำกัด ระยะเวลาก่อสร้าง 75 วัน นับตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2550 3.โครงการก่อสร้างอาคาร ดิ อิสสระ ลาดพร้าว ที่ถนนลาดพร้าว  เป็นงาน  เสาเข็มเจาะทรงกลม ผู้ว่าจ้าง บริษัท ซี ไอ เอ็น เอสเตท จำกัด   ระยะเวลาก่อสร้าง   75   วัน   นับตั้งแต่วันที่   15   พฤศจิกายน  2550

4. โครงการก่อสร้างอาคาร ไอบิส นานา ที่ถนนนานา กทม. เป็นงาน เสาเข็มเจาะทรงกลม ผู้ว่าจ้าง บริษัท ดิ เอราวัน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ระยะเวลาก่อสร้าง 75 วัน นับตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2550 5.โครงการก่อสร้างอาคาร สิริ แอท สุขุมวิท 38 ที่ถนนสุขุมวิท  38  กทม.  เป็นงาน เสาเข็มเจาะทรงกลม ผู้ว่าจ้าง บริษัท สี่พระยาก่อสร้าง จำกัด   ระยะเวลาก่อสร้าง   60   วัน   นับตั้งแต่วันที่   9   พฤศจิกายน   2550

โดย บริษัทฯยังคงมีการเข้าประมูลงานอย่างต่อเนื่อง โดยในไตรมาส 4/50คาดว่าจะเข้าประมูลงานโครงการอีกจำนวนมาก มูลค่า 1,000 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นงานเสาเข็มเจาะ  และคาดหวังว่าน่าจะได้งานประมาณ  50  % โดยเมื่อได้งานแล้ว คาดว่าจะสามารถทยอยรับรู้รายได้ในปลายปีนี้เล็กน้อย   และที่เหลือจะไปรับรู้รายได้เต็มที่ในปีหน้า

"เรายังเข้าประมูลต่อเนื่อง หลายโครงการ ซึ่งจากสถิติที่เราค้นคว้ามา ในปี2548 เรามีมาร์เก็ตแชร์อยู่ที่  45% และในปี 2549 เรามีมาร์เก็ตแชร์เพิ่มขึ้นมาเป็น 47% ดังนั้นเราจึงคาดหวังว่าเมื่อเราเข้าประมูลงานแล้ว  เราก็น่าจะได้งานประมาณ  50%  แต่สำหรับในปีนี้ มาร์เก็ตแชร์จะอยู่ที่เท่าไรนั้น คงต้องรอดูก่อนว่าเป็นอย่างไไรคู่แข่งเค้าจะทำอะไรบ้าง แล้วค่อยมาประเมินอีกที" นายณรงค์ กล่าว

ทั้งนี้  อุตสาหกรรมรับเหมาก่อสร้างในปีหน้าจะมีการฟื้นตัวที่ดีขึ้นจากปีนี้  เนื่องจากทางภาครัฐนั้นได้ให้ความชัดเจนเรื่องโครงการเมกะโปรเจ็ก   ว่าจะสามารถก่อสร้างได้อย่างแน่นอน ซึ่งช่วยกระตุ้นให้มีงานเสาเข็ม และงานเกี่ยวกับฐานรากเพิ่มมากขึ้น

ประกอบกับเชื่อว่า ทางบริษัทฯอสังหาริมทรัพย์เอง ก็อาจจะมีการก่อสร้างโครงการที่อยู่อาศัยแนวสูงตามแนวรถไฟฟ้า ซึ่งก็เป็นผลดีต่อผู้รับเหมาฯอีกทางหนึ่งด้วย ดังนั้นงานก็จะมีเข้ามาเยอะขึ้น

บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส เปิดเผยในบทวิเคราะห์หลักทรัพย์ ว่า คาดการกำไรสุทธิไตรมาส 3/50 อยู่ที่ 15 ล้านบาท ลดลง 80% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีที่แล้ว และอาจจะขาดทุนสุทธิ 5 ล้านบาท หากต้องตั้งสำรองหนี้เสียเพิ่มเติมอีก 20 ล้านบาท เทียบกับช่วงเดียวกันปีที่แล้ว ที่เป็นกำไร 72 ล้านบาท

สาเหตุเนื่องจาก ภาวะฝนตกที่ยาวนาน ทำให้ดินเปียก ส่งผลให้งานก่อสร้างขลุกขลักแต่หากเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมาดีขึ้น เพราะว่าไตรมาส 2/50 บริษัทฯ มีผลประกอบการต่ำสุดแล้ว   คือ   ขาดทุนสุทธิ  22  ล้านบาท  มีการตั้งสำรองหนี้เสียถึง  30  ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม นั้นจะเป็นแค่อดีต เนื่องจากตั้งแต่ไตรมาส 3/50 บริษัทฯ เข้าประมูลงานได้มากขึ้น แตกต่างจากช่วงครึ่งปีแรก จนทำให้ปัจจุบันงานก่อสร้างในมือ (Backlog) สูงถึง 1,450 ล้านบาท โดยจะเป็นการรับรู้รายได้ภายในปี 50 ประมาณ 1,000 ล้านบาท และภายในปี  2551 อีกประมาณ 450 ล้านบาท โดยจะทำให้ไตรมาส 4/50 บริษัทฯ จะพลิกกับมามีกำไร เฉพาะในปีหน้า คาดว่ากำไรสุทธิจะเติบโตมากถึง 78% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม แนะนำ "ซื้อ" โดยให้ราคาเป้าหมาย 9.21 บาทต่อหุ้น แม้ว่าไตรมาส  3/50 ผลการดำเนินงานจะออกมาไม่สดใส แต่ควรมองข้างไปในปี 51 ขณะนี้บริษัทอยู่ในฐานะที่เลือกงานก่อสร้างได้แล้ว คือ เลือกงานที่ให้กำไรสูง และลูกค้ามีเครดิตที่ดี งานใหญ่ๆที่รอผลอยู่ เช่น งานอุโมงค์และทางลอดของ กทม. งานเซ็นทรัล และ งานชาญอิสระ ราคาปิดมีส่วนเพิ่มได้อีก 15.9% ผนวกกับคาดการณ์อัตราผลตอบแทนเงินปันผลงวดปี 50 และ

51 ที่ 2.8% และ 4.9% ตามลำดับ

 

ที่มา : ข่าวหุ้น, วันที่ 09 พ.ย. 2550