SEAFCO หุ้นร่วมกระจายทำสถิติต่ำสุดในรอบ 10 เดือน เหตุผลประกอบการพลิกเป็นขาดทุนสุทธิ 31.62 ล้านบาท "ณรงค์" เคลียร์ตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญสำหรับลูกหนี้งวด 3 เดือน จำนวน 17.14 ล้านบาท ส่วนไตรมาส 4/50 เดินหน้าประมูลงานใหม่ต่อเนื่อง โบรกแนะนำ"ถือ"โดยให้เป้าหมาย 7.12 บาทต่อหุ้น
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หุ้นบริษัท ซีฟโก้ จำกัด (มหาชน) หรือ SEAFCO ร่วงต่ำสุดในรอบกว่า 10 เดือน หลังผลประกอบการในไตรมาส 3/50 ขาดทุน โดยในช่วงเช้าเมื่อวันที่ 16พฤจิศกายน 2550 ราคาหุ้น SEAFCO ปรับลง 0.20 บาท หรือ 3.03% มาที่ 6.40 บาท ต่ำสุดเมื่อเทียบกับระดับ 6.10 บาท เมื่อวันที่ 10 มกราคม 50 ที่ผ่านมา
นายณรงค์ ทัศนนิพันธ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ SEAFCO เปิดเผยว่า บริษัทฯ มีผลประกอบการไตรมาส 3/2550 ขาดทุนสุทธิ 31.62 ล้านบาท ขณะที่ไตรมาส 2/50 มีกำไรสุทธิ71.99 ล้านบาท เทียบกับงวดเดียวกันปี 2549 บริษัทฯ มีกำไรสุทธิ 132.21 ล้านบาท
โดยสาเหตุที่ SEAFCO มีผลประกอบการขาดทุนเกิดขึ้นนั้น เนื่องจากไตรมาส 3/50บริษัทฯ ตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญสำหรับลูกหนี้ของบริษัทรายหนึ่งคือ บริษัท อินสไตล์ เอสเตท เอกมัย ซึ่งผิดนัดชำระหนี้ จึงได้บันทึกค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญงวด 3 เดือน จำนวน 17.14 ล้านบาท และงวด 9 เดือน จำนวน 47.14 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ยังคงมีการเข้าประมูลงานอย่างต่อเนื่อง โดยในไตรมาส 4/50 คาดว่าจะเข้าประมูลงานโครงการอีกจำนวนมาก มูลค่า 1,000 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นงานเสาเข็มเจาะ และคาดหวังว่าน่าจะได้งานประมาณ 50 % โดยเมื่อได้งานแล้ว คาดว่าจะสามารถทยอยรับรู้รายได้ในปลายปีนี้เล็กน้อย และที่เหลือจะไปรับรู้รายได้เต็มที่ในปีหน้า
"เรายังเข้าประมูลต่อเนื่อง หลายโครงการ ซึ่งจากสถิติที่เราค้นคว้ามา ในปี2548 เรามีมาร์เก็ตแชร์อยู่ที่ 45% และในปี 2549 เรามีมาร์เก็ตแชร์เพิ่มขึ้นมาเป็น 47% ดังนั้นเราจึงคาดหวังว่าเมื่อเราเข้าประมูลงานแล้ว เราก็น่าจะได้งานประมาณ 50% แต่สำหรับในปีนี้ มาร์เก็ตแชร์จะอยู่ที่เท่าไรนั้น คงต้องรอดูก่อนว่าเป็นอย่างไไรคู่แข่งเค้าจะทำอะไรบ้าง แล้วค่อยมาประเมินอีกที" นายณรงค์ กล่าว
ทั้งนี้ อุตสาหกรรมรับเหมาก่อสร้างในปีหน้าจะมีการฟื้นตัวที่ดีขึ้นจากปีนี้ เนื่องจากทางภาครัฐนั้นได้ให้ความชัดเจนเรื่องโครงการเมกะโปรเจ็ก ว่าจะสามารถก่อสร้างได้อย่างแน่นอน ซึ่งช่วยกระตุ้นให้มีงานเสาเข็ม และงานเกี่ยวกับฐานรากเพิ่มมากขึ้น
ประกอบกับเชื่อว่า ทางบริษัทฯอสังหาริมทรัพย์เอง ก็อาจจะมีการก่อสร้างโครงการที่อยู่อาศัยแนวสูงตามแนวรถไฟฟ้า ซึ่งก็เป็นผลดีต่อผู้รับเหมาฯอีกทางหนึ่งด้วย ดังนั้นงานก็จะมีเข้ามาเยอะขึ้น
บล.กรุงศรีอยุธยา ระบุในบทวิเคราะห์ว่า แม้จะคาดมาก่อนหน้านี้ว่า SEAFCO จะขาดทุนในไตรมาส 3/50 แต่สิ่งที่ไม่ได้คาดหมายคือ ผลดำเนินในธุรกิจปกติงวดไตรมาส 3 จะถึงขั้นขาดทุนด้วย และนับเป็นผลขาดทุนจากการดำเนินงานครั้งแรกของ SEAFCO นับตั้งแต่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในปี 2547
สำหรับแนวโน้มช่วงที่เหลือของปี 50 ยังไม่โดดเด่น โดยต้องรอการฟื้นตัวในปี 2551อย่างไรก็ตามเชื่อว่า สถานการณ์อุตสาหกรรมก่อสร้างครึ่งแรกปีหน้า อาจจะยังชะลอตัวต่อเนื่องจากปีนี้ เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่คาดจะฟื้นตัวหลังการเลือกตั้งนั้น อาจต้องใช้เวลากว่าจะเริ่มเห็นโครงการใหม่ของภาคเอกชน
ขณะที่โครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐ อาจต้องใช้เวลาพอสมควร กว่าจะเห็นงานเป็นรูปธรรม อย่างไรก็ตาม เนื่องจากงานฐานรากและเสาเข็มเป็นงานลำดับต้นๆ ของโครงการก่อสร้าง การฟื้นตัวของ SEAFCO จึงน่าจะเกิดเร็วที่สุดเมื่อเทียบกับกลุ่มรับเหมาด้วยกัน ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าจะเริ่มเห็นในครึ่งหลังปีหน้า จึงคงคำแนะนำ "ถือ" ให้ราคาเหมาะสมที่หุ้นละ 7.12 บาทต่อหุ้น
ที่มา : ข่าวหุ้น, วันที่ 19 พ.ย. 2550