Print This
นักลงทุนสัมพันธ์
คำอธิบายและการวิเคราะห์ของฝ่ายจัดการ

การดำเนินงานและฐานะการเงิน

ภาพรวมของผลการดำเนินงานที่ผ่านมา

ในปี 2558 สภาวะอุตสาหกรรมก่อสร้างชะลอตัวลง เนื่องจากภาคเอกชนยังไม่ค่อยมั่นใจในสภาวะเศรษฐกิจ ในขณะที่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ก็ชะลอตัว (โดยเฉพาะที่อยู่อาศัยแนวสูงยังประสบปัญหา Over Supply) รวมทั้งโครงการก่อสร้างภาครัฐเลื่อนการประมูลงานออกไป จึงทำให้กลุ่มบริษัทมีผลกำไรจากการดำเนินการลดลงจากปี 2557 ร้อยละ 28 โดยในปี 2558 มีกำไรสุทธิรวมเท่ากับ 151.89 ล้านบาท

ในปี 2559 สภาวะอุตสาหกรรมก่อสร้างมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้น เนื่องจากการเร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ ในขณะที่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เริ่มทยอยปรับตัวดีขึ้นแต่ยังไม่มาก และงานในต่างประเทศที่ประเทศพม่าในปี 2559 ออกมาไม่ดี เพราะมีการเปลี่ยนรัฐบาล จึงทำงานก่อสร้างที่ประเทศพม่าลดน้อย ทำให้กลุ่มบริษัทมีผลกำไรจากการดำเนินการเพิ่มขึ้นจากปี 2558 ร้อยละ 1.97 โดยในปี 2559 มีกำไรสุทธิรวมเท่ากับ 155.18 ล้านบาท

ในปี 2560 ภาพรวมการก่อสร้างในช่วงที่ผ่านมาจะลดลง เนื่องจากปัญหาความล่าช้าในการเบิกจ่ายงบลงทุนภาครัฐ และภาวะซบเซาของภาคอสังหาริมทรัพย์ ส่วนงานในต่างประเทศที่ประเทศเมียนมาร์ในปี 2560 เริ่มดีขึ้น ถึงแม้ภาพรวมการก่อสร้างจะลดลง แต่ผลการดำเนินงานทำให้กลุ่มบริษัทมีผลกำไรจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้นจากปี 2559 ร้อยละ 35.25 โดยในปี 2560 มีกำไรสุทธิรวมเท่ากับ 211.51 ล้านบาท

ส่วนแบ่งตลาด

ส่วนแบ่งตลาด จัดเก็บรวบรวมข้อมูลมาจากกระทรวงพาณิชย์ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา มีข้อมูลดังนี้

ส่วนแบ่งตลาด 2557 2558 2559
มูลค่าตลาดรวมที่รวบรวมได้ (ล้านบาท) 6,669 5,567 5,890
เป็นส่วนของบริษัท (ร้อยละ) 26 31 31

หมายเหตุ : ข้อมูลที่ได้จากกระทรวงพาณิชย์มีถึงปี 2558

ในการเก็บข้อมูลนี้พบว่าอาจมีการคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับฐานรายได้ เพราะการรับงานนั้นบางครั้งรับงานเฉพาะค่าแรงและเครื่องจักร รายได้ก็จะต่ำลง ถ้ารับงานประเภทรวมค่าแรง,เครื่องจักรและค่าวัสดุหลัก มูลค่างานจะสูงขึ้น รายได้ก็จะสูงขึ้น โดยอัตราส่วนการรับงานของบริษัทในปี 2557 ถึง 2559 รับเฉพาะค่าแรงคิดเป็นอัตราร้อยละ 29,35 และ 38 ตามลำดับ ส่วนงานที่รับค่าแรงรวมวัสดุหลัก คิดเป็นอัตราร้อยละ 65,64 และ 58 ตามลำดับ ซึ่งถ้าในปีใดมีการรับงานในส่วนของค่าแรงรวมวัสดุหลักในอัตราที่สูง จะส่งผลให้มูลค่างานของบริษัทสูงขึ้น ดังนั้นมูลค่าตลาดรวมที่รวบรวมมานี้ พอเป็นแนวทางในการพิจารณาเท่านั้น

การวิเคราะห์ผลการดำเนินงาน

(ก) รายได้

รายได้ของกลุ่มบริษัทประกอบด้วยรายได้จากการรับจ้าง ได้แก่ รายได้ค่าบริการเสาเข็มเจาะ รายได้งานกำแพงกันดิน รายได้ค่าก่อสร้างงานโครงสร้างโยธา งานฐานราก รายได้บริการทดสอบเสาเข็ม รายได้ค่าบริการอื่นๆ และรายได้อื่นนอกเหนือจากการดำเนินงาน เช่น กำไรจากการจำหน่ายทรัพย์สิน, ดอกเบี้ยรับ และกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน เป็นต้น

ในปี 2558 กลุ่มบริษัทมีรายได้หลักจากการบริการ 1,856 ล้านบาท ประกอบด้วย รายได้งานเสาเข็มเจาะและกำแพงกันดิน (รับเฉพาะค่าแรง) ร้อยละ 29, รายได้งานเสาเข็มเจาะและกำแพงกันดิน (รับงานรวมวัสดุหลัก) ร้อยละ 65 และรายได้จากงานต่างประเทศร้อยละ 6

ในปี 2559 กลุ่มบริษัทมีรายได้หลักจากการบริการ 1,863 ล้านบาท ประกอบด้วย รายได้งานเสาเข็มเจาะและกำแพงกันดิน (รับเฉพาะค่าแรง) ร้อยละ 35 , รายได้งานเสาเข็มเจาะและกำแพงกันดิน (รับงานรวมวัสดุหลัก) ร้อยละ 64 และรายได้จากงานต่างประเทศร้อยละ 1

รายได้ในปี 2559 เมื่อเทียบกับปี 2558 มีรายได้หลักเพิ่มขึ้น 7 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 0.38 ซึ่งทำให้ผลกำไรจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้นจากปี 2558 จำนวน 3 ล้านบาทคิดเป็นร้อยละ 1.97 ซึ่งมาจากการรับงานในส่วนที่รับเฉพาะค่าแรงจะมีอัตรากำไรสูงกว่างานที่รับค่าแรงรวมค่าวัสดุหลัก ซึ่งงานที่รับเฉพาะค่าแรงและค่าเครื่องจักรอยู่ที่ร้อยละ 35 ของรายได้หลักในปี 2559 ส่วนในปี 2558 อยู่ที่ร้อยละ 29 ของรายได้หลัก

ในปี 2560 กลุ่มบริษัทมีรายได้หลักจากการบริการ 1,818 ล้านบาท ประกอบด้วยรายได้งานเสาเข็มเจาะและกำแพงกันดิน (รับเฉพาะค่าแรง) ร้อยละ 38 รายได้งานเสาเข็มเจาะและกำแพงกันดิน(รับงานรวมวัสดุหลัก) ร้อยละ 58 และรายได้จากงานต่างประเทศร้อยละ 3

รายได้ในปี 2560 เมื่อเทียบกับปี 2559 ลดลงจำนวน 45 ล้านบาท ร้อยละ 2.41 ซึ่งมาจากการรับงานในส่วนที่รับค่าแรงรวมวัสดุหลัก ในปี 2559 อยู่ที่ร้อยละ 64 ของรายได้หลัก ส่วนในปี 2560 ลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 58 ของรายได้หลัก

รายได้แยกตามแหล่งที่มาของรายได้ 2558 2559 2560
จากแหล่งงานภาครัฐ (ร้อยละ) 21 17 36
จากแหล่งงานภาคเอกชน (ร้อยละ) 79 83 64

(ข) ต้นทุนและค่าใช้จ่าย

ต้นทุนงานรับจ้าง

ต้นทุนงานรับจ้างประกอบด้วย ค่าวัสดุที่ใช้ในการก่อสร้าง ค่าจ้างแรงงาน ค่าเชื้อเพลิง ค่าเสื่อมราคา และค่าใช้จ่ายในการผลิตอื่นๆ

ต้นทุนงานรับจ้างปี 2558 เท่ากับ 1,546.91 ล้านบาท เทียบกับปี 2557 ซึ่งเท่ากับ 1,498.12 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.25 อันมีผลจากประเภทของการรับงานโดยงานที่รับมาเป็นงานค่าแรงรวมวัสดุหลัก รับเพิ่มขึ้นมาเป็นร้อยละ 65 ของรายได้หลักจากการบริการในปี 2558 ซึ่งในปี 2557 รับงานค่าแรงรวมวัสดุหลักรับมาในอัตราร้อยละ 49 ของรายได้หลักจากการบริการ

ต้นทุนงานรับจ้างปี 2559 เท่ากับ 1,537.98 ล้านบาท เทียบกับปี 2558 ซึ่งเท่ากับ 1,546.91 ล้านบาทลดลงร้อยละ 0.58 อันมีผลจากประเภทของการรับงานโดยงานที่รับมาเป็นงานค่าแรงรวมวัสดุหลัก รับเพิ่มขึ้นมาเป็นร้อยละ 65 ของรายได้หลักจากการบริการในปี 2559 ซึ่งในปี 2558 รับงานค่าแรงรวมวัสดุหลักรับมาในอัตราร้อยละ 35 ของรายได้หลักจากการบริการ

ต้นทุนงานรับจ้างปี 2560 เท่ากับ 1,481.12 ล้านบาท เทียบกับปี 2559 เท่ากับ 1,537.98 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 3.69 อันมีผลมาจากการรับงานประเภทค่าแรงรวมวัสดุหลักลดลงจากปี 2559 ร้อยละ 10.73 ของรายได้หลักจากการบริการ

ค่าใช้จ่ายในการบริหารและอื่น ๆ

ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารของปี 2558 เท่ากับ 126.18 ล้านบาท เทียบกับปี 2557 เท่ากับ 121.68 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.69 ส่วนที่เพิ่มมาจากค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับพนักงานของบริษัท

ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารของปี 2559 เท่ากับ 137.04 ล้านบาท เทียบกับปี 2558 เท่ากับ 126.18 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 8.61 ส่วนที่เพิ่มมาจากค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับพนักงานของบริษัท, ค่าใช้จ่ายคดีความและขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน

ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารของปี 2560 เท่ากับ 148.50 ล้านบาท เทียบกับปี 2559 เท่ากับ 137.04 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 8.36 ส่วนที่เพิ่มจำนวนมาจากการบันทึกต้นทุนขายของวัสดุเหลือใช้ ที่มีรายได้อยู่ในรายได้อื่นจำนวน 32.81 ล้านบาท

หนี้สูญ

ในปี 2557 บริษัทมีการตั้งสำรองหนี้สูญจำนวน 2.8 ล้านบาท ซึ่งเกิดจากลูกหนี้ที่ค้างชำระเกิน 12 เดือน และมีการรับชำระหนี้จากลูกหนี้ที่ตั้งสำรองไว้จำนวน 3.89 ล้านบาท

ในปี 2558 บริษัทไม่มีการตั้งสำรองหนี้สูญและยังได้รับชำระหนี้จากลูกหนี้ที่ตั้งสำรองไว้จำนวน 8.67 ล้านบาท

ในปี 2559 บริษัทไม่มีการตั้งสำรองหนี้สูญและยังได้รับชำระหนี้จากลูกหนี้ที่ตั้งสำรองไว้จำนวน 6 แสนบาท

ในปี 2560 บริษัทไม่มีการตั้งสำรองหนี้สูญและยังได้รับชำระหนี้จากลูกหนี้ที่ตั้งสำรองไว้จำนวน 7.38 ล้านบาท

กำไรขั้นต้นและกำไรสุทธิ

ในปี 2558 บริษัทมีกำไรขั้นต้น 309 ล้านบาท เทียบกับปี 2557 มีกำไรขั้นต้น 389 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 20.56 เนื่องจากประเภทของการรับงาน โดยงานในปี 2557 จะมีงานของรถไฟฟ้าสายสีเขียวและสายสีน้ำเงิน แต่งานที่รับในปี 2558 จะเป็นงานจากภาคเอกชนประเภทอาคารสูง

ในปี 2559 บริษัทมีกำไรขั้นต้น 325 ล้านบาท เทียบกับปี 2558 มีกำไรขั้นต้น 309 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.18 เนื่องจากประเภทของการรับงาน โดยงานในปี 2558 จะมีงานจากภาคเอกชนประเภทอาคารสูง แต่งานที่รับในปี 2559 จะเป็นงานจากภาคเอกชนประเภทอาคารสูงและโครงสร้างพื้นฐาน

ในปี 2560 บริษัทมีกำไรขั้นต้น 337.12 ล้านบาท เทียบกับปี 2559 มีกำไรขั้นต้น 325.32 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.80 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละที่เพิ่ม 3.62 ซึ่งมีผลมาจากการส่งมอบงานได้เร็วขึ้นกว่าปี 2559

ในปี 2558 บริษัทมีกำไรส่วนที่เป็นบริษัทใหญ่เท่ากับ 153.24 ล้านบาท ในปี 2557 เท่ากับ 210 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 27.02 อันเป็นผลมาจากกำไรขั้นต้นลดลง และมีค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่เพิ่มขึ้น

ในปี 2559 บริษัทมีกำไรส่วนที่เป็นบริษัทใหญ่เท่ากับ 156.07 ล้านบาท ในปี 2558 เท่ากับ 153.24 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.85 อันเป็นผลมาจากกำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น

ในปี 2560 บริษัทมีกำไรส่วนที่เป็นบริษัทใหญ่เท่ากับ 210.86 ล้านบาท เทียบกับปี 2559 มีกำไรส่วนที่เป็นบริษัทใหญ่เท่ากับ 156.07 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 54.79 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละที่เพิ่ม 35.10 ซึ่งมีผลมาจากในปี 2560 มีรายได้จากการขายเครื่องจักรเก่า และรายได้จากการขายวัสดุเก่าพร้อมเครื่องจักรที่แสดงอยู่ในรายได้อื่น

การลงทุนในเครื่องจักร

การลงทุนในปี 2558 จำนวน 164 ล้านบาท เป็นการซื้อรถเครนและเครื่องเจาะ โดยเป็นการซื้อเข้ามาทดแทนของเก่า เพื่อจะนำรถเครนคันเก่าส่งไปทำงานที่ต่างประเทศ ได้แก่ ประเทศเมียนมาร์

การลงทุนในปี 2559 จำนวน 197.64 ล้านบาท เป็นการซื้อรถเครนและเครื่องเจาะ โดยเป็นการซื้อเข้ามาทดแทนของเก่า เพื่อรองรับการขยายงาน และนโยบายส่งเสริมการลงทุนของหน่วยงานรัฐ

การลงทุนในปี 2560 มีจำนวนเงิน 339.64 ล้านบาท เป็นการซื้อรถเครน, เครื่องเจาะและเครื่องทำกำแพงกันดิน โดยเป็นการซื้อเข้ามาแทนของเก่า ซึ่งได้ทำการขายไปโดยมีราคาทุนเท่ากับ 305.14 ล้านบาท เพื่อมารองรับงานที่เพิ่มขึ้น

ผลตอบแทนผู้ถือหุ้น

ในปี 2558 กลุ่มบริษัทมีอัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้นเท่ากับร้อยละ 15 ซึ่งลดลงร้อยละ 31.81 เนื่องมาจากผลประกอบการลดลง จึงทำให้กำไรเบ็ดเสร็จลดลง

ในปี 2559 กลุ่มบริษัทมีอัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้นเท่ากับร้อยละ 15 เนื่องมาจากผลประกอบการเพิ่มขึ้น จึงทำให้กำไรเบ็ดเสร็จเพิ่มขึ้น

ในปี 2560 กลุ่มบริษัทมีอัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้นเท่ากับร้อยละ 18 อันเนื่องมาจากผลประกอบการมีกำไรเพิ่มขึ้น จึงทำให้กำไรเบ็ดเสร็จเพิ่มขึ้น

การวิเคราะห์ฐานะทางการเงิน

สรุปสินทรัพย์รวมและหนี้สินของกลุ่มบริษัท

สินทรัพย์

สินทรัพย์รวมของปี 2558, 2559 และ 2560 เท่ากับ 1,807 ล้านบาท, 1,884 ล้านบาทและ 2,466 ล้านบาท

ในปี 2558 เทียบกับปี 2557 มีจำนวนเพิ่มขึ้นจำนวน 82 ล้านบาท ในส่วนของสินทรัพย์หมุนเวียนลดลง 44.78 ล้านบาท ส่วนใหญ่ที่ลดลงคือลูกหนี้การค้ายังไม่เรียกชำระ และในส่วนของสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนเพิ่มขึ้น 127.58 ล้านบาท เนื่องมาจากในส่วนสินทรัพย์ถาวรในปี 2558 ได้ลงทุนซื้อเครื่องจักรเข้ามาเพิ่ม เพื่อทดแทนเครื่องจักรเก่า และมีบางส่วนมีแผนการที่จะส่งไปประเทศเมียนมาร์

ในปี 2559 เทียบกับปี 2558 มีจำนวนเพิ่มขึ้นจำนวน 77 ล้านบาท ในส่วนของสินทรัพย์หมุนเวียนลดลง 95 ล้านบาท ส่วนใหญ่ที่ลดลงคือเงินลงทุนชั่วคราว และในส่วนของสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนเพิ่มขึ้น 172 ล้านบาท เนื่องมาจากในส่วนสินทรัพย์ถาวรในปี 2559 ได้ลงทุนซื้อเครื่องจักรเข้ามาเพิ่ม เพื่อทดแทนเครื่องจักรเก่า เพื่อรองรับการขยายงาน และนโยบายส่งเสริมการลงทุนของหน่วยงานรัฐ

ในปี 2560 เทียบกับปี 2559 มีจำนวนเพิ่มขึ้น 5.82 ล้านบาท ในส่วนของสินทรัพย์หมุนเวียนเพิ่มขึ้น 365 ล้านบาท อัเนนื่องมาจากเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น 222 ล้านบาท และมีการลงทุนชั่วครวเพิ่มขึ้น 96 ล้านบาท และในส่วนของสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนเพิ่มขึ้น 216 ล้านบาท อันเนื่องมาจากการเพิ่มขึ้นของที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ เพิ่มขึ้น 207 ล้านบาท และสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนอื่นเพิ่มขึ้น 19 ล้านบาท อัเนนื่องมาจากจ่ายค่ามัดจำค่าเครื่องจักร

หนี้สินรวม

หนี้สินรวมของปี 2558,2559 และ 2560 เท่ากับ 814 ล้านบาท, 816 ล้านบาท และ 1,270 ล้านบาท ซึ่งในปี 2258 และปี 2559จะอยู่ที่เจ้าหนี้การค้าและเจ้าหนี้อื่นเป็นส่วนใหญ่ โดยเจ้าหนี้การค้าจะเพิ่มขึ้นหรือลดลง จะขึ้นอยู่กับอัตราส่วนของการรับงาน ซึ่งถ้าในปีใดมีอัตราส่วนของการรับงานแบบค่าแรงรวมวัสดุหลักสูงขึ้น ก็จะทำให้เจ้าหนี้การค้าเพิ่มขึ้น และถ้าในปีใด มีอัตราส่วนการรับงานเฉพาะค่าแรงสูงขึ้นก็จะทำให้ส่วนของเจ้าหนี้การค้าลดลง

ในปี 2560 เทียบกับปี 2559 มีจำนวนหนี้สินเพิ่มขึ้น 454 ล้านบาท เงินเบิกเกินบัญชีและเงินกู้ยืมระยะสั้นจากสถาบันการเงินเพิ่มขึ้น 65 ล้านบาท เป็นเจ้าหนี้ทรัสตรีซีทส์เครื่องจักรที่เข้ามาช่วงปลายเดือนธันวาคม 2560 มีส่วนของเจ้าหนี้การค้าและเจ้าหนี้หมุนเวียนอื่นเพิ่มขึ้น 138 ล้านบาท และมีส่วนของเงินรับล่วงหน้าจากลูกค้าเพิ่มขึ้น 118 ล้านบาท และส่วนของหนี้สินระยะยาวที่ถึงกำหนดในหนึ่งปีเพิ่มขึ้น 192 ล้านบาท อันเนื่องมาจากหุ้นกู้จะถึงกำหนดชำระจำนวน 150 ล้านบาท ส่วนอีก 42 ล้านบาทเป็นเจ้าหนี้ผ่อนชำระค่าเครื่องจักร

ในปี 2558 ได้มีการออกหุ้นกู้จำนวน 150 ล้านบาท ครบกำหนดชำระ 3 ปี โดยในการออกหุ้นกู้นั้นเพื่อที่จะนำมาซื้อเครื่องจักร ซึ่งจะครบกำหนดชำระในเดือนกันยายน 2561

เงินกู้ระยะยาว

เงินกู้ยืมระยะยาวของปี 2557 ถึง 2559 เท่ากับ 23.50 ล้านบาท, 10.91 ล้านบาท และ 62.15 ล้านบาท บริษัทได้ลงทุนในการซื้อเครื่องจักรเข้ามาเพื่อทดแทนเครื่องจักรเก่าที่เสื่อมสภาพ และทดแทนเครื่องจักรที่จะส่งไปทำงานที่ประเทศพม่า บริษัทใช้แหล่งเงินกู้ระยะยาวจากสถาบันการเงิน

ในปี 2558 ลดลงเพราะเป็นการกู้มาแบบลิสซิ่ง ได้มีการชำระหนี้ไปตามกำหนดระยะเวลาการผ่อน ส่วนในปี 2558 ได้เปลี่ยนมาใช้วิธีการออกหุ้นกู้แทนการทำลิสซิ่ง

ในปี 2559 เพิ่มขึ้นเพราะเป็นการกู้จากธนาคาร ได้เปลี่ยนมาใช้วิธีการออกกู้ยืมระยะยาวแทนการทำลิสซิ่ง

ในปี 2560 ลดลงเพราะหุ้นกู้จะครบกำหนดชำระในเดือนกันยายน 2561 จึงมีการโอนไปอยู่ในส่วนของหนี้สินระยะยาวที่ครบกำหนดชำระในหนึ่งปี

ส่วนของผู้ถือหุ้น

ส่วนของผู้ถือหุ้นปี 2558 ถึง 2560 เท่ากับ 993 ล้านบาท, 1,068 ล้านบาทและ 1,196 ล้านบาท ในส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้นทุกปี อันเนื่องมาจากผลการดำเนินงานมีผลกำไรอย่างต่อเนื่อง

สภาพคล่อง

ในปี 2559 กลุ่มบริษัทมีหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E Ratio) เท่ากับ 0.76 เท่า ในปี 2558 เท่ากับ 0.82 เท่า และในปี 2557 เท่ากับ 0.88 เท่า บริษัทมีสัญญากับสถาบันการเงินแห่งหนึ่งระบุว่าให้บริษัทรักษาสภาพของอัตราส่วนนี้ไว้ที่ไม่เกิน 1.5 เท่า และในอัตราส่วนของ Net Gearing ของปี 2559 เท่ากับ 0.24 เท่า ในปี 2558 เท่ากับ 0.20 เท่า และปี 2557 เท่ากับ 0.23 เท่า จากอัตราส่วนดังกล่าวแสดงให้เห็นว่ากลุ่มบริษัทมีสภาพคล่องที่ดีขึ้น

ในปี 2560 กลุ่มบริษัทมีหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E Ratio) เท่ากับ 1.06 เท่า ในปี 2559 เท่ากับ 0.76 เท่า ที่เพิ่มขึ้นเพราะในปี 2560 ได้มีการลงทุนซื้อเครื่องจักรเพิ่มขึ้นจึงทำให้มีหนี้สินเพิ่มขึ้น แต่ยังอยู่ในเกณฑ์เพราะการทำสัญญากับเจ้าหนี้เงินกู้จะต้องรักษาระดับไม่ได้เกิน 1.5 เท่า และในส่วนอัตราส่วนของ Net Gearing ของปี 2560 เท่ากับ 0.19 เท่า และในปี 2559 เท่ากับ 0.24 เท่า ซึ่งก็แสดงว่าสภาพคล่องในส่วนของหนี้เงินกู้จากธนาคารหรือสถาบันการเงินอยู่ในอัตราส่วนที่ดีขึ้น

แหล่งที่มาของเงินทุน

ในปี 2558 กลุ่มบริษัทมีหนี้สินรวม 814.26 ล้านบาท เป็นหนี้สินหมุนเวียน 582.19 ล้านบาท และหนี้สินระยะยาว 232.07 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2557 บริษัทหนี้สินรวม 808.08 ล้านบาท เป็นหนี้สินหมุนเวียน 723.29 ล้านบาท และหนี้สินระยะยาว 84.79 ล้านบาท โดยบริษัทได้เพิ่มขึ้นในส่วนของหนี้สินระยะยาวเพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้กับเงินทุนหมุนเวียน

ในปี 2559 กลุ่มบริษัทมีหนี้สินรวม 815.95 ล้านบาท เป็นหนี้สินหมุนเวียน 545.12 ล้านบาท และหนี้สินระยะยาว 270.82 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2558 บริษัทหนี้สินรวม 814.26 ล้านบาท เป็นหนี้สินหมุนเวียน 582.19 ล้านบาท และหนี้สินระยะยาว 232.07 ล้านบาท โดยบริษัทได้เพิ่มขึ้นในส่วนของหนี้สินระยะยาวเพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้กับเงินทุนหมุนเวียน

ซึ่งบริษัทใช้แหล่งเงินทุนหมุนเวียนจากสถาบันการเงิน,จากเจ้าหนี้การค้า และการออกหุ้นกู้

ในปี 2560 กลุ่มบริษัทมีหนี้สินรวม 1,270.28 ล้านบาท เป็นหนิ้สนหมุนเวียน 1,062.93 ล้านบาท และหนี้สินระยะยาวเท่ากับ 207.35 ล้านบาท ซึ่งแหล่งเงินทุนหมุนเวียนของบริษัทยังมาจากสถาบันการเงินและจากเจ้าหนี้การค้า

ค่าตอบแทนการจากการสอบบัญชีและการสอบทานงบการเงิน

ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2558 และ 2559 บริษัทและบริษัทย่อย จ่ายค่าตอบแทนการสอบบัญชี ดังต่อไปนี้

ชื่อบริษัทผู้จ่าย ชื่อผู้สอบบัญชี ค่าสอบบัญชี ปี 2559 ค่าสอบบัญชี ปี 2560
บริษัท ซีฟโก้ จำกัด (มหาชน) นางสุวิมล กฤตยาเกียรณ์ 1,555,000 1,585,000
บริษัท ซีฟโก้ คอนสตรัคชั่น จำกัด นางสุวิมล กฤตยาเกียรณ์ 95,000 95,000
บริษัท ซีฟโก้ อินเตอร์เทรด จำกัด นางสุวิมล กฤตยาเกียรณ์ 300,000 300,000
กิจการร่วมค้าซีฟโก้และประยูรชัย (1984) นางสุวิมล กฤตยาเกียรณ์ 60,000 60,000
กิจการร่วมค้าศรีนครินทร์ นางสุวิมล กฤตยาเกียรณ์ 60,000 60,000
รวม   2,070,000 2,100,000